Summarize Human Knowledge

.

.

เศรษฐกิจพอเพียงกับ SMEs

โดย : Alex_Thai    

ผู้แต่ง : สวนิตย์ สรสุชาติ
การนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้กับ SMEs หรือวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม ถือ เป็นแนวคิดที่เหมาะสมอย่างยิ่งกับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
เนื่องจากการดำเนินธุรกิจของ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จะมีลักษณะที่สำคัญที่เหมาะสมกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงตาม ทฤษฎีใหม่ คือ
ทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 : ผลิตอาหารบริโภคเอง เหลือขาย ทำให้มีกินอิ่ม ไม่ติดหนี้ มีเงินออม
ทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 2 : รวมตัวกันเป็นองค์กรชุมชน ทำเศรษฐกิจชุมชนในรูปแบบต่างๆ เช่น เกษตร หัตถกรรม อุตสาหกรรม แปรรูปอาหาร ทำธุรกิจปั๊มน้ำมัน ขายอาหาร ขายสมุนไพร ตั้งศูนย์การแพทย์แผนไทย จัดการท่องเที่ยวชุมชน มีกองทุนชุมชนหรือ ธนาคาร หมู่บ้าน
ทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 3 : เชื่อมโยงกับบริษัททำธุรกิจขนาดใหญ่ รวมทั้งการส่งออก แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง สามารถสรุปได้ง่ายๆ ก็คือ “การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างพอดี ไม่น้อย หรือไม่มากเกินไป ไม่เกิน ตัว” หรือหมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล รวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร ต่อการมีผลกระทบ ใดๆ อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ ความรอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำความรู้ต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน
ขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนิน ชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่าง รวดเร็ว และกว้างขวางทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี ในการใช้ทรัพยากรที่พูดถึง จะประกอบไปด้วย ทุน ที่ดิน แรงงาน วัตถุดิบ เครื่องจักร บุคลากร เป็นต้น ซึ่งสามารถแยกพิจารณา ในการนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้กับทรัพยากรในแต่ละประเภท ได้ดังนี้
1. ด้านทุน ในการบริหารวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จำเป็นจะต้องใช้เงินทุนอย่างระมัดระวัง โดยทั่วไปแล้ว วิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อมมักจะประสบปัญหาขาดแคลนทุนในการประกอบกิจการเนื่องจาก ทุนส่วนตัวของผู้ประกอบการเองก็มีไม่ มาก
ในขณะที่ทุนจากภายนอกก็มักจะไม่ค่อยได้รับการสนับสนุนเท่าที่ควร เนื่องจาก วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมักจะมีการ บริหารจัดการแบบครอบครัวและมีการบริหารที่ไม่เป็นรูปแบบและไม่เป็นทางการ ทำให้สถาบันการเงินไม่เชื่อถือ จึงไม่สามารถ หาแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินได้ หรือไม่ก็ได้รับการสนับสนุนแต่ต้องมีภาระในการจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ดังนั้นตามแนวทางปฏิบัติที่เกิดขึ้นเช่นนี้ก็สามารถบอกได้ว่า วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจำเป็นจะต้องใช้แหล่งเงินทุน ของตนเองเป็นสำคัญ ซึ่งจะตรงกับแนวทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1 ที่เป็นการผลิตโดยไม่ติดหนี้ และมีเงินออมเพื่อลงทุนต่อในอนาคต
2. ด้านที่ดิน จะพบว่าวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มักจะประสบปัญหาขาดแคลนทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมต่อการดำเนินธุรกิจ ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้กับธุรกิจขนาดใหญ่ เนื่องจากทำเลที่ตั้งที่ดีมักจะมีต้นทุนค่าเช่า หรือค่าที่ดินที่มีราคาสูงทำให้วิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม ไม่สามารถจัดหาได้ ปัญหาในด้านนี้เป็นสิ่งที่รัฐจะต้องเข้ามาช่วยเหลือ
ในขณะเดียวกันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมก็ จะต้องพยายามเสาะแสวงหาแหล่งทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมกับกำลังทุนที่มีอยู่และ ต้องไม่ลงทุนเกินกำลังโดยการกู้ยืม เนื่องจากถ้าไปแข่งขันในทำเลที่ราคาแพงมากจะไม่สามารถสู้กับธุรกิจขนาดขนาดกลางและเล็ก ที่เป็นอุตสาหกรรมได้จากสาเหตุเงินทุนมีไม่เพียงพอต่อการบริหารสภาพคล่อง
โดยมีอีกแนวทาง คือ การเข้าไปร่วมมือกับธุรกิจที่มีช่องทางจำหน่าย ในทำเลที่มีศักยภาพที่ดีเพื่อให้สินค้าของชุมชนมีช่องทางจำหน่ายที่มีศักยภาพต่อไป
3. ด้านวัตถุดิบ จะพบว่าสินค้าของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมม ักจะเป็นสินค้าที่ใช้วัตถุดิบภายในประเทศเป็นหลักโดย เน้นที่การผลิตที่มีรูปแบบที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง มีความแตกต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจน ซึ่งการเน้นใช้วัตถุดิบภายในประเทศ ก็จะช่วยลดการขาดดุลการค้ากับต่างประเทศ
และสามารถกล่าวได้ว่า แนวเศรษฐกิจพอเพียง จะเน้นปัญญาเป็นวิถีการผลิตแทนการเน้นทุนในฐานะปัจจัยการผลิตที่สำคัญแต่ เพียงประการเดียว โดยในกระบวนการห่วงโซ่อุปทานจะต้องมีความร่วมม ือกันระหว่างหน่วยงานที่จัดหาวัตถุดิบให้แก่กันในลักษณะที่ไม่เน้นกำไรมากเกินควรจนทำให้สุดท้ายแล้ว สินค้าที่ผลิตออกมาไม่สามารถแข่งขันได้เนื่องจากมีต้นทุนที่สูงเกินไป ในขณะเดียวกันผู้ค้าทั้งปลีกและส่งจำเป็นจะต้อ งจำหน่ายในราคาที่เหมาะสมด้วยเพื่อให้สินค้ามีคุณภาพที่เหมาะสมกับราคาอย่างแท้จริง นอกจากนี้ ยังสามารถร่วมมือกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการส่งออก โดยการนำสินค้าของชุมชนเข้าไปเป็นส่วน หนึ่งในการส่งออก ผ่านธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีคู่ค้าในต่างประเทศที่มีตลาดและช่องทางจำหน่ายที่ดีอยู่แล้วได้
4. ด้านเครื่องจักร จะพบว่าวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจะเน้นใช้เครื่องจักร เครื่องมือต่างๆ ที่เน้นจากภูมิปัญญาท้องถิ่น และสินค้าส่วนใหญ่ที่ผลิตออกมาจะเป็นงานหัตถกร รมซึ่งจะต้องใช้แรงงานคนเป็นหลักที่มีทักษะฝีมือค่อนข้างสูงในการประยุกต์แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงให้เข้ากับการใช้เครื่องมือ เครื่องจักรสำหรับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจะพบว่า สามารถเข้ากันได้เป็นอย่างดีเนื่องจากสินค้าขอ งวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมจะเป็นสินค้าในชุมชนที่ไม่เน้นใช้เครื่องจักรที่มีต้นทุนสูง ทำให้ไม่ต้องลงทุนมากหรือกู้เงินเพื่อมาลงทุนทำให้เป็นหนี้สินต่อไป
แต่ขณะเดียวกันผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจากการลงทุนในเครื่องมืออุปกรณ์เหล่านี้อาจจะไม่สูง หรือต้องใช้เวลาในการคืนทุนพอสมควร เนื่องจากกำไรจากสินค้าย่อมจะไม่สูงนัก แต่ก็จะตรงกับแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงที่เน้นการผลิต ที่ไม่เน้นที่กำไรแต่เน้นทุนทางปัญญา เป็นสำคัญ
5. ด้านบุคลากร ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงจะให้ความสำคัญการทำง านร่วมกันของชุมชนหรือใช้แรงงานในท้องถิ่นเพื่อให้ไม่เกิดปัญหาที่คนเหล่านี้จะต้องย้ายถิ่นฐานเข้ามาในเมือง ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาสังคมตามมาอีกมาก วิสาหกิจขนาดกลางและขนาด ย่อมก็มีลักษณะที่เน้นการทำงานเพื่อผลิตสินค้าร่วมกันในท้องถิ่น ซึ่งจะต้องใช้ทักษะความรู้ของบุคลากรในท้องถิ่นเช่นกัน ทำให้ สามารถนำแนวคิดทั้งสองใช้ร่วมกันได้
ในการนำแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้กับวิสาหกิจขนาดกลางและย่อมจะต้องเน้นในเรื่อง ความมีประสิทธิภาพด้วยเช่นกันแต่ จะไม่เน้นการผลิตในปริมาณมากๆ แต่จะให้ความสำคัญกับการผลิตที่มีความแตกต่างและมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่ชัดเจน ยกตัวอย่างธุรกิจขนาดใหญ่ที่สามารถนำแนวคิด เศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ ใช้ได้จนประสบผลสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ ธุรกิจ นั้นคือ บริษัท แพรนด้า จิวเวลรี่ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
ทางสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม(สสว.) ได้กำหนดแผนแม่บทส่งเสริมเอสเอ็มอี ฉบับที่ 2 ระหว่างปี 2550-2554 โดยนำแนวปรัญชาเศรษฐกิจพอเพียง มาปรับใช้ในการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนา ดย่อมพร้อมกับทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐและเอกชนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลิต ภาพและลดต้นทุนการผลิตให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้ได้อย่างเต็มที่ และในการนี้ได้กำหนดยุทธศาสตร์เพื่อส่งเสริม วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไว้ 6 ด้านคือ
1. การส่งเสริม SMEs ระดับสาขา ด้วยการปรับโครงสร้างจากเดิมที่รับจ้างผลิต หรือ OEM (Original Equipment Manufacturing) ซึ่งเป็นการผลิตที่เน้นรับจ้างผลิตซึ่งจะได้ผลตอบแทนเพียงค่าจ้าง ค่าแรง ให้เป็น OBM(Original Brand Manufacturing) ซึ่งเน้นสร้าง ตราสินค้าเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและผลตอบแทนให้กับสินค้ามากขึ้น สร้างการเชื่อมโยง Value Chain และ Supply Chain เพื่อนำไปสู่ การพัฒนาคลัสเตอร์อย่างบูรณาการ และการยกระดับวิสาหกิจระดับรากแก้วหรือ OTOP ให้ไปสู่ระดับสากลให้มากขึ้น
2. การส่งเสริม SMEs ระดับกิจการ ในวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมทุกระดับ ไม่ว่ากำลังจะอยู่ในระยะเริ่มต้น อยู่ในระยะ เติบโต หรือระยะฟื้นตัวก็ตามโดยทางสสว.จะมีการส่งเสริม แบบครบวงจรทั้งด้านการ ให้ความรู้จนถึงให้ทุนในการประกอบการ
3. การสร้างและพัฒนาผู้ประกอบการใหม่ ด้วยการสร้างค่านิยมในการเป็นผู้ประกอบการ ที่มีจริยธรรม โปร่งใส ประหยัด และ การสร้างโอกาสให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ และสร้างศักยภาพในการประกอบธุรกิจให้กับวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อมทุกระดับ
4. การพัฒนาปัจจัยเอื้อในการดำเนินธุรกิจ ด้วยการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม การพัฒนาบุคลากร การบริหารจัดการข้อมูลสำหรับ SMEs การส่งเสริม SMEs ด้านการเงินและการตลาด การพัฒนาระบบลอจิสติกส์ การลดกฎระเบียบ เพื่อลดอุปสรรคและเอื้อต่อการดำเนินธุรกิจของ SMEs
5. การส่งเสริมด้านสังคม ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยจะต้องให้ความสำคัญ กับการทำธุรกิจที่ไม่ทำลาย สิ่งแวดล้อมหรือมีผลกระทบต่อชุมชนในระยะยาว
6. การบริหารจัดการงานส่งเสริม SMEs เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งเสริม SMEs การสนับสนุน SMEs แบบ Knowledgebased Management และการติดตาม ประเมินผลการส่งเสริม SMEs อย่างเป็นรูปธรรม
สุดท้ายนี้ขอนำพระราชดำรัสที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจพอเพียงมาให้เป็นแนวคิดสำหรับทุก ท่านที่ดำเนินธุรกิจอยู่เพื่อให้สามารถนำไป ปฏิบัติได้อย่า
ตีพิมพ์เมื่อ: มิถุนายน 28, 2550
กรุณาให้คะแนนบทคัดย่อนี้ : 1 2 3 4 5

Bookmark & share this post

คนที่อ่านบทคัดย่อนี้ ได้อ่านด้วย:

.