กลับมาอีกครั้งกับสุดยอดสายลับ Jason Bourne และคราวนี้
“อาถรรพ์หนังภาคต่อ” ไม่ได้ระคายเคืองผิวอันแข็งแกร่งของเอเย่นท์ที่ถูกฝึกมาให้เป็นเครื่องจักรฆ่าคนอย่าง
Bourne ได้แม้แต่น้อย แม้ว่าในภาคสอง Bourne Supremacy นี้จะถูกเปลี่ยนผู้กำกับมาเป็น
Paul Greengrass จากหนังเลื่องชื่อที่สร้างมาจากเหตุการณ์จริงอย่าง Bloody
Sunday แต่การเปลี่ยนผกก.ก็มิได้ทำให้จุดขายหลักของซีรีย์ Bourne เปลี่ยนไปเลย
จุดขายหลักของหนังสายลับอย่าง Bourne อยู่ตรงไหน?
ในโลกนี้มีหนังสายลับมากมายหลายแบบ จะเอาแบบเฮฮาหน่อยเน้นเนื้อหนัง(มังสา)นิดๆ
ก็คงเป็นซีรีย์อมตะ James Bond หรือจะเอาแนวการสมคบคิดข้ามประเทศก็คงต้องเป็นซีรีย์
Jack Ryan ของ Tom Clancy ส่วนจุดขายของ Bourne นั้นอยู่ตรงที่การนำเสนอชีวิตของคนๆ
หนึ่ง ที่ดันเผอิญมารู้ว่าตัวเองเป็นนักฆ่ามือฉกาจที่จะต้องถูกตามล่าไปตลอดชีวิต
พล๊อตเรื่องแบบนี้ใน Bourne จึงเปิดโอกาสอย่างมากมายในการดึงผู้ชมให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของ
Bourne และคอยลุ้นเอาใจช่วยเขาให้ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ผ่านไปได้ และกับยอดรายได้เปิดตัวของ
Supremacy ที่มากเป็น 2 เท่าของภาคแรก คงเป็นเครื่องยืนยันอย่างดีว่า นักฆ่าที่ชื่อ
Bourne คนนี้ได้เข้าไปอยู่ในใจคอหนังเรียบร้อยแล้ว
ซึ่ง
หากมองในมุมมองข้างต้น การนำเสนอภารกิจของ Bourne ในแบบที่ “สมจริง”
โดยไม่มีอุปกรณ์ไฮเทคมากมาย ไม่มีสายสืบส่งข่าว ไม่มีกำลังหนุน
แถมฝ่ายเดียวที่อาจช่วยเขาได้ก็มักจะกลายเป็นคนที่ต้องมาตามล่าเขาเสียเอง
ปมปัญหาเหล่านี้นี่เอง ผนวกเข้ากับคาแรคเตอร์ของ Bourne ที่
“น่าเอาใจช่วย” ทำให้หนังในซีรีย์นี้ไม่ต้องพึ่งพาเรื่องราวที่อลังการ งาน
CG ขั้นสุดเนี๊ยบ หรือฉากต่อสู้ที่ห้อยสลิง ยิงปืน 2 มือกันให้วุ่นวาย
ก็มากพอที่จะทำให้ผู้ชม “ร่วมลุ้น”
ไปกับพระเอกของเราแบบก้นไม่ติดเก้าอี้แล้ว
แม้ว่าฉากนั้นจะเป็นเพียงแค่การที่พระเอกของเราเดินต่อคิวรอตรวจพาสปอร์ต
ธรรมดาๆ เท่านั้นเอง
ขอบอก
กันไว้ก่อนสำหรับคอหนังบู๊รุ่นใหม่ว่าหนังในซีรีย์ Bourne
ไม่ใช่หนังในประเภท non stop action ในทางตรงกันข้าม มันกลับเป็นหนังแบบ
“action ไป stop ไป” เพราะ Bourne เป็นหนังที่ “เดินเรื่องด้วยเนื้อหา”
ไม่ใช่ “เดินเรื่องด้วยฉาก action” ซึ่งจะว่าไปการ stop
แต่ละคราวในหนังเป็นการสางปมบางส่วนหรืออาจจะเพิ่มปมใหม่ให้มันสะใจเพิ่ม
ขึ้นไปอีก
ผมสังเกตว่าหนัง Bourne ภาคแรกและภาคสองมีจุดร่วมกันประการหนึ่งคือหนังจะเปิดตัวด้วยท่าทีเหนียมอาย
ขวยเขินเล็กน้อยพองามเหมือนจะให้ผู้ชมตายใจ และจะมีฉากหนึ่งในหนังที่ Bourne
เริ่มโชว์ฝีมือที่แท้จริง ซึ่งผมอยากจะเรียกว่า “ฉากอ้าปากค้าง” ด้วยที่ว่าเมื่อใดที่เจ้าฉากนี้ปรากฏขึ้นในหนัง
ผู้ชมจะนั่งอ้าปากค้างตื่นตาไปกับความเจ๋งของมัน สำหรับท่านที่ชมมาแล้วคงรู้ว่าผมพูดถึงอะไร
กับฉากที่ Bourne “จัดการปัญหา” ที่สถานีรถไฟในภาคแรกและฉากที่สนามบินในภาคต่อนี้
เป็นที่น่ายินดีว่า เมื่อท่านได้รับชม “ฉากอ้าปากค้าง” ระดับความมันส์และเร้าใจของตัวหนังจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
อย่างน่าพอใจไปจนจบเรื่อง
และสืบเนื่องจากฉากสุดเจ๋งดังที่กล่าวไปแล้ว ทำให้ต้องพาดพิงถึง
Matt Damon ที่แสดงเป็น Bourne ได้ดูดีมีชาติตระกูล สมจริง น่าเชื่อถือสุดๆ
จนหลายๆ คนบ่นเสียดายว่า ถ้าคุณพี่ Matt แกเอาดีทางบทแบบนี้ซะแต่ปีแรกๆ ของการแสดง
แกคงดังเทียบชั้น อืมม...ช่างมันเถอะครับ เอาเป็นว่า ณ ชั่วโมงนี้ ผมฟันธงไปเลยว่า
Matt Damon เป็นดารานักบู๊ที่มีลีลาเร้าใจที่สุดจนยากจะหาใครมาเทียบได้แล้วกัน
ตัวบทหนังแม้จะดูเหมือนว่าเป็นเกม “หนูจับแมว” ทั่วๆ
ไป แต่ด้วยความฉลาดของบท ความสมเหตุสมผล และการเล่าเรื่องที่มีจังหวะจะโคนลงตัว
ทำให้ทุกฉากของ Bourne Supremacy มีอะไรให้ลุ้นได้ตลอดเวลา อีกทั้งการนำเสนอตัวละคร
Bourne ที่ไม่พยายามทำให้เขาเป็น James Bond หรือ Superman ก็ช่วยได้มากในการดึงอารมณ์แฟนๆ
ให้เอาใจช่วยพระเอกของพวกเขากับมุขง่ายๆ ที่เล่าผ่านๆ อย่างฉากที่ Bourne
ยังเก็บรูปใบสุดท้ายซึ่งเป็นรูปคู่ของเขาและ Mari คนรักเอาไว้ รูปใบนี้คงเป็นสิ่งสุดท้ายเช่นกันที่จะไม่ทำให้
Bourne ละทิ้งความเป็นมนุษย์และล้ำเส้นกลับไปเป็นเครื่องจักรฆ่าคนเหมือนที่เขาเคยเป็นมา
งาน
ด้านเทคนิคต่างๆ ของหนังล้วนแต่ยอดเยี่ยม
ทั้งฉากหลังในยุโรปที่ย้ายโลเกชั่นกันบ่อยมากๆ
บ่งบอกถึงโปรดักชั่นที่ไม่ธรรมดาของตัวหนัง การถ่ายภาพแม้แรกๆ
จะดูเมามันจนเกือบมึน
แต่ด้วยความแข็งของเนื้อหาจะทำให้คุณลืมมันไปได้โดยเร็ว
อีกทั้งการตัดภาพด้วยความเร็วเกือบเหนือแสง
ผนวกกับดนตรีประกอบที่มันส์มหามันส์ ทำให้ Supremacy
เป็นเหมือนจรวดติดหัวรบนิวเคลียร์ที่ไม่ว่าใครก็หยุดมันไม่ได้
และหากคุณต้องการทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากงานเทคนิคต่างๆ
ที่ผมว่ามาข้างบนนั้นถูกนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพจนดึงเอาศักยภาพที่ถึง
ที่สุดของแต่ละด้านออกมาได้...คำตอบคือ “ฉากขับรถไล่ล่าในช่วงท้ายของ
Bourne Supremacy” นี่แหละครับ
คงต้องบอกว่า “สมศักดิ์ศรีมากๆ” กับการกลับมาในครั้งที่สองของสายลับสุดคลาสสิกในยุคนี้
และคงไม่ต้องบอกว่าผมนั่งกระวนกระวายใจมากเพียงใดในการรอโปรเจคภาคสามอย่าง
Bourne Ultimatum ให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา...นีอุงลองแล้ว...โคดมันส์!!!...ครับ
บทสรุปเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ฟันธง Bourne Supremacy : เมื่อหนูหันมาล่าแมว!!!!