กล่าวกันว่า นักธุรกิจและชนชั้นกลางในกรุงเทพฯไม่เคยลืมบทเ รียนที่พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาบริหารเศรษฐกิจของประเทศเมื่อปี2540 มิหนำซ้ำวิกฤตครั้งนั้นยังเป็นภาพฝังลึกอยู่ใน ความรู้สึกของคนชนชั้นกลางหลายคน มาจนถึงวันนี้
อภิสิทธิ์ยอมรับว่า ส่วนหนึ่งของวิกฤตครั้งนั้น ประชาธิปัตย์ก็มีส่วนผิดพลาด แต่นั่นคืออดีต ทว่าปัจจุบันและอนาคต เราจะต้องประเมินและเรียนรู้กับอดีตที่เกิดขึ้น
"ผมก็คิดว่า เราจะต้องประเมินและเรียนรู้ ด้านหนึ่งเราก็ต้องอธิบายของความเข้าใจบ้างด้วยว่า สถานการณ์ที่เราเข้ามาวันนั้นมันเป็นอย่างไร มีอะไรผูกมัดมาก่อน เราไม่ได้ไป ผูกมัดมาก่อน ไม่ได้เป็นคนไปเริ่มต้นกับ IMF เรามาเป็น เขาเซ็นสัญญากันแล้ว"
"แต่บางเรื่องเราก็ยอมรับตามความเป็นจริงว่า เราผิดพลาด เพราะเราก็ประเมินแล้วก็เข้าใจว่า คนรู้สึกเจ็บปวด เช่น ปรส. พูดกันตรงไปตรงมา ฉะนั้นก็เป็นการเรียนรู้ แล้วเราก็เข้าใจ แต่สถานการณ์วันนี้ไม่เหมือนวันนั้น ฉะนั้นการที่จะเดินเข้าไปหาภาคธุรกิจ ภาคการผลิตจริงในสาขาต่างๆ ผมก็จะเดินเข้าไปหาอย่างเต็มที่"
อภิสิทธิ์กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มีอดีต แน่นอนส่วนที่ดีไม่เป็นปัญหาอยู่แล้ว ส่วนที่ไม่ดีก็อยากให้คนมองในเชิงบวก ก็คือว่าพรรคเราเป็นพรรคที่มีความต่อเนื่อง อะไรที่เราไม่ดี เราถึงต้องรับผิดชอบ เราถึงต้องแบกอยู่ มันจะเป็นตัวบีบให้เราต้องแก้ไข แต่ถ้าเราเปลี่ยนชื่อพรรคไปเรื่อยๆ เราก็จะไม่มีวันเรียนรู้จากอดีต ก็จะเหมือนกับย้อมตัวเอง ฟอกตัวเอง เราไม่ทำอย่างนั้น
"ฉะนั้นสิ่งที่ถูกวิจารณ์ ไม่ว่าจะเป็น "ชวน 1" หรือ "ชวน 2" ในทางลบ เราบอกว่าเราเรียนรู้ ไม่ใช่ไม่เรียนรู้ วันที่ 2 กรกฎาคม ครบ 10 ปีวิกฤต ผมก็ตั้งใจทำกิจกรรม มองย้อนไป 10 ปีว่า หลังจากเกิดวันนั้นแล้ว ประเทศเดินมาอย่างไร เรามีส่วนเกี่ยวข้องยังไง ตรงไหนที่ดี ตรงไหนที่ไม่ดี ว่ากันตรงไปตรงมา"
ปัญหาของรัฐนาวา ชวน 1 หรือ ชวน 2 อยู่ความไม่เข้าใจในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาล ทำให้มีแนวทางผิด ก็ให้เกิดปัญหาทางเศรษฐกิจขั้นวิกฤตที่ตามมาได้
อภิสิทธิ์บอกว่า หากสิ่งที่เราจะอธิบาย ถึงเรื่องในอดีต แม้เสียงสะท้อนกลับมา อาจไม่ดีนัก นั่นก็ย่อมเป็นเรื่องธรรมดา เพราะนั่นถือเป็นเรื่อง "หัวใจ" ของแต่ละคนที่จะยอมเปิดรับ
"ธรรมดา คือเวลานี้เราต้องเปิดใจกันมากขึ้น เหมือนกับที่ผมบอกว่า กองทุนหมู่บ้านเราเดินต่อ แล้วคนบอกว่าไม่กลัว หรือว่า ไทยรักไทยเขาจะบอกว่าเป็น นโยบายของเขา คือเราต้องถามก่อนว่า อะไรดีที่สุดสำหรับประเทศ การไปปรับปรุงตรงนี้เพื่อเดินต่อ มันเป็นประโยชน์กับประชาชนมากกว่าการยกเลิก เราก็ต้องพร้อมจะทำ"
"คือถ้าเราไปบอกว่า เป็นของคนอื่นต้องเลิก เป็นของฉันต้องดันทุรัง ผมว่าประเทศเสียหายกับเรื่องนี้มาเยอะมาก เหมือนกับหลายโครงการในรัฐบาลที่แล้วที่ไม่ดี แต่ด้วยเพราะเป็นของรัฐบาลนั้นก็ไม่ยอมเลิก ดันทุรังกันไปเรื่อย เช่น โครงการอีลิตการ์ด เราเสียเพิ่มไปเท่าไหร่ พูดง่ายๆ เหมือนเป็นการรักษาหน้าเท่านั้น คือต้องเลิกคิดแบบนี้แล้ว"
ถามว่า ประชาธิปัตย์ต้องรีแบรนดิ้งพรรคประชาธิปัตย์ใหม่อีกครั้งหรือไม่ ?
อภิสิทธิ์ตอบทันทีว่า ผมว่าพรรคก็มีการปรับเปลี่ยนมาเป็นระยะๆ แน่นอนองค์กรขนาดใหญ่ที่มีตัวตนสืบทอดกันมานาน จะมาขีดเส้นวาดรูปกันตามใจชอบมันไม่ได้หรอก แต่ว่าอะไรที่เป็นจุดแข็งของเราก็รักษาไว้ แต่ส่วนที่ต้องปรับก็ว่าไป
ผมเข้ามาเป็นหัวหน้า 2 ปี มีเวลาทำงานในภาวะปกติอยู่ประมาณครึ่งปีเศษๆ ผมเริ่มที่สมัชชาเพื่อจะบอกว่า ประชาธิปัตย์กำลังเดินไปสู่การเมืองแบบมีส่วนร่วม แล้วก็ยังสานต่องานลักษณะแบบนั้นอยู่ แล้วสิ่งที่กำลังทำในขณะนี้ก็กำลังจะบอกว่า เราก็ไม่ได้ทำการเมืองเหมือนเดิม
"ส่วนที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจธุรกิจ เรากำลังบอกว่า สิ่งที่ทำดีก็มี สิ่งที่เราทำแล้วคุณไม่ชอบก็เยอะ แต่นั่นเราก็จะมีการ ปรับเปลี่ยน"
บทสรุปเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ปชป กับความทรงจำในอดีต